สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

หน้าที่ของนิติบุคคลจัดตั้งใหม่

หน้าที่ของนิติบุคคลจัดตั้งใหม่

หน้าที่ของนิติบุคคลจัดตั้งใหม่
เมื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว มาดูหน้าที่ความรับผิดชอบของนิติบุคคลว่าจะต้องทำอะไรบ้าง

    1. หน้าที่ของนิติบุคคลจัดตั้งใหม่       เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย และ พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มี
  1. กำหนดรอบระยะเวลาบัญชี เช่น สิ้นสุด ณ 31 ธ.ค.
  2. ขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  3. จดทะเบียนภาษีมูลค่า, ภาษีธุรกิจเฉพาะ(ถ้ามี)
  4. ขึ้นทะเบียนประกันสังคม
  5. ต้องจัดให้มี"ผู้ทำบัญชี" ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนถูกต้องตาม พรบ.บัญชี พ.ศ. 2543 ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีของบริษัทละ 1 คน เพื่อเป็นผู้รับผิดชอบในกาจัดทำบัญชีของนิติบุคคล ทั้งนี้อาจเป็นพนักงานของนิติบุคคล ผู้รับทำบัญชีอิสระหรือสำนักงานรับทำบัญชีก็ได้
  6. จัดทำบัญชีตามกฎหมาย นับตั้งแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำได้แก่ บัญชีรายวัน ได้แก่ บัญชีเงินสด บัญชีธนาคาร บัญชีธนาคาร บัญชีรายวันซื้อ บัญชีรายวันขาย บัญชีรายวันขาย บัญชีรายวันทั่วไป บัญชีแยกประเภททรัพย์สิน หนี้สิน ทุน รายได้และค่าใช้จ่าย ลูกหนี้ เจ้าหนี้  บัญชีสินค้า  บัญชีรายวันและแยกประเภทอื่น  ตามความจำเป็น
  7. ส่งมอบเอกสารประกอบการลงบัญชี ให้แก่ "ผู้ทำบัญชี" ให้ครบถ้วนถูกต้อง
  8. จัดให้มีการปิดบัญชี ครั้งแรกภายใน 12 เดือน และปิดบัญชีทุกรอบ 12 เดือน นับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน
  9. จัดทำงบการเงิน อย่างน้อยครั้งหนึ่งทุกรอบสิบสองเดือน ซึ่งงบการเงินดังกล่าวจะต้องมีรายการย่อตามที่อธิบดีกำหนด และงบการเงินต้องมีผู้สอบบัญชีอย่างน้อยหนึ่งคนตรวจสอบ แล้วนำเสนอที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติงบการเงินภายใน 4 เดือนนับแต่วันปิดรอบปีบัญชี พร้อมทั้งยื่นงบการเงินต่อสำนักบริการข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันอนุมัติงบการเงิน (สำหรับห้างหุ้นส่วนต้องจัดทำงบการเงินยื่นภายใน 5 เดือน นับแต่วันปิดบัญชี) ทั้งนี้รวมถึง บริษัท และห้างหุ้นส่วน ที่ยังมิได้ประกอบกิจการก็ตาม จะต้องส่งงบการเงินด้วย มิฉะนั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ห้าหมื่นบาท
  10. เก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี โดยเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี

   2. กำหนดความรับผิดชอบในการจัดทำบัญชี    

                กำหนดความรับผิดชอบในการจัดทำบัญชีของธุรกิจ โดยแบ่งแยกหน้าที่และความรับผิดชอบระหว่างผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีและผู้ทำบัญชีอย่างชัดเจน ดังนี

2.1
ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี หมายถึง ผู้มีหน้าที่จัดให้มีการทำบัญชี โดยมีหน้าที่ตามกฎหมาย ดังนี้ 
  1. ต้องจัดให้มีการทำบัญชีให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดนับแต่วันเริ่มทำบัญชี (วันที่จดทะเบียนเสร็จเรียบร้อย)
  2. ต้องส่งมอบเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลง บัญชีให้แก่ผู้ทำบัญชีให้ถูกต้องครบถ้วนเพื่อให้บัญชี ที่จัดทำขึ้น สามารถแสดงผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน หรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินที่เป็นอยู่ตาม ความเป็นจริงและตามมาตรฐานการบัญชี ซึ่ง มาตรฐานการบัญชี หมายถึงหลักการบัญชีและวิธีปฏิบัติทาง การบัญชีที่รับรองทั่วไป หรือมาตรฐานการบัญชีที่กำหนดตามกฎหมาย โดยในระหว่างที่ยังไม่มีมาตรฐาน การบัญชีที่กฎหมายกำหนด ให้ถือว่ามาตรฐานการบัญชีที่กำหนดโดย สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับ อนุญาตแห่งประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสอบบัญชีได้มีมติให้ประกาศใช้แล้ว เป็นมาตรฐานการบัญชี ทั้งนี้ อธิบดีมีอำนาจประกาศกำหนดข้อยกเว้นให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีไม่ต้องปฏิบัติ ตามมาตรฐานการบัญชีในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง
  3. ต้องปิดบัญชีและจัดทำงบการเงินโดยมี รายการย่อตามที่อธิบดีประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบ ของรัฐมนตรี พร้อมทั้งยื่นงบการเงินต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ ซึ่งงบการเงิน หมายถึง รายงานผลการ ดำเนินงาน ฐานะการเงิน หรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของกิจการ ไม่ว่าจะ รายงานโดยงบดุล งบกำไรขาดทุน งบกำไรสะสม งบกระแสเงินสด งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของ ผู้ถือหุ้น งบประกอบ หรือหมายเหตุประกอบ งบการเงิน หรือคำอธิบายอื่นซึ่งระบุไว้ว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของงบการเงิน 
  4. ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เว้นแต่ งบการเงิน ของ ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ที่มีทุน สินทรัพย์หรือรายได้ รายการใดรายการหนึ่งหรือทุกรายการไม่เกินที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ไม่ต้องจัด ให้มีผู้สอบบัญชี รับอนุญาตตรวจสอบงบการเงินได้ 
  5. ต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ ประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่ทำการหรือสถานที่ ที่ใช้เป็นที่ทำการผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจำ หรือสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำงานเป็นประจำโดยเก็บไว้เป็นเวลา ไม่น้อยกว่า 5 ปี ทั้งนี้อธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีจะกำหนด ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีสำหรับ กิจการบางประเภทเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้เกินห้าปีแต่ ต้องไม่เกินเจ็ดปีได้
  6. ต้องจัดให้มีผู้ทำบัญชีซึ่งเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกำหนด โดยต้องจัดให้มีผู้ทำบัญชีดังกล่าว ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับในกรณีที่มีความจำ เป็นอธิบดีโดยความเห็นชอบของ รัฐมนตรีจะขยายกำหนดระยะเวลาออกไปอีกได้แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี ถ้าผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเป็นบุคคล ธรรมดาจะเป็นผู้ทำบัญชีสำหรับกิจการของตนเองก็ได้ 
  7. มีหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ทำบัญชีให้จัดทำบัญชีให้ตรงต่อความเป็นจริงและถูกต้องตามกฎหมาย

2.2  ผู้ทำบัญชี หมายถึง ผู้รับผิดชอบในการทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างของ ผู้มี หน้าที่จัดทำบัญชีหรือไม่ก็ตาม โดยผู้ทำบัญชีจะต้องมีคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชีตามที่ อธิบดี ประกาศกำหนด ทั้งนี้หากผู้ใดเป็นผู้ทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีอยู่ก่อนวันที่พระ ราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่าห้าปีแต่ไม่มีคุณสมบัติของการเป็นผู้ทำ บัญชีตามที่อธิบดีกำหนด หากประสงค์จะเป็นผู้ทำบัญชีตาม พระราชบัญญัตินี้ต่อไป ให้ผู้ทำบัญชีนั้นแจ้งต่ออธิบดีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อน ไขที่อธิบดีกำหนดภายใน 60 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และเมื่อผู้นั้นเข้ารับการอบรมและสำเร็จการอบรมตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่อธิบดีประกาศกำหนดแล้ว ให้ผู้นั้นเป็นผู้ทำบัญชีต่อไปได้เป็นเวลาแปดปีนับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับผู้ทำบัญชีมีหน้าที่ตามกฎหมายดังนี้ 

  1. ต้องจัดทำบัญชีเพื่อให้มีการแสดงผลการ ดำเนินงาน ฐานะการเงิน หรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงิน ของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริงและตามมาตรฐานการบัญชี โดยมีเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้ถูกต้อง ครบถ้วน ในการจัดทำบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีนั้น อธิบดี มีอำนาจประกาศกำหนดข้อยกเว้นให้ผู้ทำบัญชีไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง 
  2. ในการลงรายการใน บัญชี ผู้ทำบัญชีต้องลงรายการเป็นภาษาไทย หากลงรายการเป็นภาษาต่างประเทศให้มีภาษา ไทยกำกับ หรือลงรายการเป็นรหัสบัญชีให้มีคู่มือคำแปลรหัสที่เป็นภาษาไทยไว้รวมทั้ง ต้องเขียน ด้วยหมึก พิมพ์ดีด ตีพิมพ์ หรือทำด้วยวิธีอื่นใดที่ได้ผลในทำนองเดียวกัน

ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี คือ ผู้มีหน้าที่จัดให้มีการทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ประกอบด้วย

ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ผู้รับผิดชอบ

                                          ประเภทธุรกิจ                                                                 ผู้จัดทำบัญชี                               
ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน หุ้นส่วนผู้จัดการ
บริษัทจำกัด กรรมการ
บริษัทมหาชนจำกัด กรรมการ
นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย บุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนินการในประเทศไทย
กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฏากร บุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนินการของกิจการ
สถานที่ประกอบธุรกิจเป็นประจำ บุคคลที่รับผิดชอบในการจัดการธุรกิจ
บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจเป็นผู้จำหน่าย
ผู้มีไว้เพื่อจำหน่าย ผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งสินค้าประเภทแถบเสียงแถบวีดิทัศน์ และแผ่นซีดี
เจ้าของหรือผู้จัดการ


    หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี   
  1. จัดให้มีผู้ทำบัญชี ซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกรมทะเบียนการค้ากำหนด
  2. ควบคุมดูแล ผู้ทำบัญชี ให้จัดทำบัญชีให้ถูกต้องตามกฎหมายและตรงต่อความเป็นจริง 
  3. จัดให้มีการทำ บัญชีนับตั้งแต่วันเริ่มทำบัญชี โดยต้องจัดทำให้ครบถ้วนถูกต้อง ตามที่กำหนดในประกาศกรมทะเบียนการค้า เรื่อง กำหนดชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำ ข้อความและรายการที่ต้องมีในบัญชี ระยะเวลาที่ต้องลงรายการ ในบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี 
  4. จัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชี ซึ่งได้แก่ บันทึก หนังสือหรือเอกสารใด ๆ ที่ใช้เป็น หลักฐานในการลงรายการในบัญชี 
  5. ต้องส่งมอบเอกสาร ที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้ผู้ทำบัญชี ให้ถูกต้องครบถ้วน เพื่อให้บัญชีที่จัดทำขึ้นตรงตามความเป็นจริง และตามมาตรฐานการบัญชี 
  6. ต้องปิดบัญชีทุกร อบ 12 เดือน เว้นแต่  รอบปีบัญชีแรกอาจปิดบัญชีไม่ครบ 12 เดือน ก็ได้ หรือ รอบปีบัญชีที่ได้รับอนุญาตจากสารวัตรใหญ่บัญชีหรือ สารวัตรบัญชีให้เปลี่ยนรอบปี บัญชี จะไม่ครบ 12 เดือน ก็ได้
  7. ต้องจัดทำงบการเงิน โดยมีรายการย่อตามที่อธิบดีกรมทะเบียนการค้าประกาศกำหนด 
  8. ต้องจัดให้งบการ เงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เว้นแต่ งบการเงินของ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่มีทุนไม่เกินห้าล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกินสามสิบล้านบาท และรายได้รวมไม่เกินสามสิบล้านบาท ได้รับยกเว้นไม่ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้ สอบบัญชีรับอนุญาต ให้ใช้บังคับสำหรับการจัด ทำงบการเงิน ซึ่งมีรอบปีบัญชีที่สิ้นสุดลง ในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2545 เป็นต้นไป 
  9. ต้องยื่นงบการเงินต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ภายในระยะเวลาที่กำหนด ดังนี้                                                                      9.1 ภายใน 5 เดือน นับแต่วันปิดบัญชีสำหรับนิติบุคคลหรือธุรกิจประเภท
                                        (1) ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน
                                        (2) นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
                                        (3) กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร
                             9.2 ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่งบการเงินของนิติบุคคลต่อไปนี้ได้รับอนุมัติในที่ประชุมใหญ่
                                        (1) บริษัทจำกัด
                                        (2) บริษัทมหาชนจำกัด
  10. ต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ 
  11. กรณีนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของ ต่างประเทศ กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากรบุคคลธรรมดาซึ่งมีหน้า ที่ต้องจัดทำบัญชีเมื่อเลิกประกอบธุรกิจ ต้องส่งมอบบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตร บัญชี ภายใน 90 วัน นับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ 

ผู้ทำบัญชี และหน้าที่และความรับผิดชอบ

ผู้ทำบัญชี คือ ผู้รับผิดชอบในการทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีไม่ว่าจะได้กระทำในฐานะเป็นลูกจ้างของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีหรือไม่

ผู้ทำบัญชีได้แก่บุคคลต่อไปนี้

         1. กรณีเป็นพนักงานของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ได้แก่
                      ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชี
                      สมุห์บัญชี
                      หัวหน้าแผนกบัญชี
                      ผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่ง ดังกล่าว

         2. กรณีเป็นสำนักงานบริการรับทำบัญชี คือ
                      หัวหน้าสำนักงานกรณีที่เป็นสำนักงานที่มิได้จัดตั้งในรูปคณะบุคคล
                      ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งรับผิดชอบในการให้บริการรับทำบัญชี กรณีเป็นสำนักงานที่จัดตั้งในรูป คณะบุคคล
                      กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งรับผิดชอบในการให้บริการรับทำบัญชี กรณีที่เป็นสำนักงาน ที่จัดตั้งในรูปนิติบุคคล

        3. บุคคลธรรมดา ที่ประกอบวิชาชีพรับจ้างทำบัญชีอิสระ กรณีเป็นผู้รับจ้างทำบัญชีอิสระ
        4. ผู้ช่วยผู้ทำบัญชี กรณีที่ "ผู้ทำบัญชี" รับทำบัญชีเกินกว่า 100 ราย
        5. บุคคลอื่นนอกจากที่ระบุตาม 1.1-1.4 ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี 

คุณสมบัติของผู้ทำบัญชี

        1. มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร
        2. มีความรู้ภาษาไทยเพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ทำบัญชีได้
        3. ไม่เคยต้องโทษจำคุกในความผิดตามกฎหมายบัญชี กฎหมายผู้สอบบัญชี เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี
        4. มีคุณวุฒิการศึกษาตามขนาดธุรกิจในแต่ละกลุ่ม ดังนี้

                    (1) กลุ่ม 1 ผู้ทำบัญชีของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน และบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ณ วันปิดบัญชี ในรอบปีที่ผ่านมา มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าอนุปริญญา หรือประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางการบัญชี หรือเทียบเท่า ทั้งนี้ กรณีที่ทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม หรือรายได้ รวมของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเปลี่ยนแปลงไปจนทำให้ผู้ทำบัญชีไม่มีคุณสมบัติ ให้ผู้ทำบัญชีสามารถเป็นผู้ทำบัญชีของกิจการนั้นต่อไปได้เป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันสิ้นรอบปีบัญชีที่มีการเปลี่ยนแปลง

                    (2) กลุ่ม 2 ผู้ทำบัญชีของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน และบริษัทจำกัดที่มีทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม หรือรายได้รวมรายการใดรายการหนึ่ง เกินกว่าที่กำหนดในกลุ่ม 1 บริษัทมหาชนจำกัด ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย กิจการร่วมค้า ตามประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบธุรกิจธนาคาร เงินทุน/หลักทรัพย์ เครดิตฟองซิเอร์ ประกันชีวิต ประกันวินาศภัย และผู้ประกอบธุรกิจซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุน ตามกฎหมายว่าด้วย การส่งเสริมการลงทุน ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่า

   การจัดทำงบการเงิน และการนำส่งงบการเงิน   

  การจัดทำงบการเงิน 

             งบการเงิน หมายความถึง รายงานผลการดำเนินงาน ฐานะการเงินหรือการเปลี่ยนแปลง ฐานะการเงินของกิจการ ไม่ว่าจะรายงานโดยงบดุล งบกำไรขาดทุน งบกำไรสะสม งบกระแสเงินสด งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น งบประกอบหรือหมายเหตุประกอบงบการเงินหรือคำ อธิบายอื่นซึ่งระบุไว้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของงบการเงินเดิมกฎหมาย กำหนด รูปแบบรายการย่อตามลักษณะการประกอบธุรกิจ โดยแบบรายการ ย่อของงบการเงิน มีทั้งหมด 22 แบบ ซึ่งเป็นไปตามประกาศ ของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 285 จำนวน 12 แบบ และเป็นไปตาม พระราชบัญญัติมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 จำนวน 10 แบบ-ในปัจจุบัน กรมทะเบียนการค้าได้ออกประกาศ เรื่อง กำหนดรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน พ.ศ. 2544 ใช้แทนกฎกระทรวงเดิม 2 ฉบับ โดยกำหนดรูปแบบรายการย่อตามประเภทนิติบุคคล เป็นลักษณะธุรกิจทั่วไป 5 แบบ

    การเก็บรักษาบัญชี  

      ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี ดังนี้

      1.  สถานที่จัดเก็บรักษาบัญชีฯ
บัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีต้องจัดเก็บไว้ ณ
                1.1 สถานที่ทำการ หรือ
                1.2 สถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำการผลิต หรือ
                1.3 สถานที่ที่ใช้เป็นที่เก็บสินค้าเป็นประจำ หรือ
                1.4 สถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำงานเป็นประจำ

      2.  ระยะเวลาในการจัดเก็บ

      ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้เป็น เวลาไม่น้อยกว่า ห้าปี นับแต่วันปิดบัญชี หรือจนกว่าจะมีการส่งมอบบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี กรณีผู้มีหน้าที่ จัดทำบัญชีเลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี

                   กรณีที่จำเป็นในการตรวจสอบบัญชี อธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีอาจกำหนดให้เก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบ การลงบัญชีไว้เกินห้าปี แต่ต้องไม่เกินเจ็ดปีได้ตามพระราช บัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14-อนึ่ง กรณีที่ได้มีการจัดเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้เป็นเวลา ไม่น้อยกว่าห้าปีนับจากวันปิดบัญชี ู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีสามารถทำลายบัญชีและเอกสารประกอบ การลงบัญชีได้โดยไม่ต้องขออนุญาตต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี เว้นแต่อธิบดี โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีกำหนดให้เก็บรักษาไว้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปี นับแต่วันปิดบัญชี-ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องปฏิบัติอย่างไร เมื่อประสงค์จะขออนุญาตต่อสารวัตรใหญ่บัญชี หรือสารวัตรบัญชีประจำสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ในเรื่องดังต่อไปนี้


 

 

view